วันที่ 18 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวิทยา แก้วภราดัย, พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค และนายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร (เคนโด้) รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่ชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายพรรค ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้านและเยาวชน
“พีระพันธุ์” ลุยอุบลฯ-ศรีสะเกษ ชูนโยบายรวมไทยสร้างชาติ ย้ำ ไม่มีวันทรยศต่อแผ่นดิน

โอกาสนี้ นายพีระพันธุ์ ได้ร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นทางการเมือง โดยระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจจากคำสอนของบิดาให้ใช้ความรู้ช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากอาชีพผู้พิพากษา มาสมัคร สส. ในปี 2539 ด้วยความเชื่อที่ว่า “หากคนดีไม่เข้าสู่การเมือง ประเทศชาติจะพังเพราะนักการเมืองที่ไม่ดี”
ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังได้เน้นย้ำนโยบายหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ได้แก่ รื้อระบบพลังงานมุ่งลดภาระค่าครองชีพและค่าไฟฟ้า, ปราบปรามทุจริต กวาดล้างคอร์รัปชันอย่างจริงจัง, ปกป้องอธิปไตย ยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดิน, ยกระดับเกษตรกร และสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า

“วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จะมีการเลือกตั้ง ผมหวังว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องชาวราชธานีอโศก ผมสัญญาจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและไม่มีวันทรยศต่อแผ่นดินนี้”
ต่อมา นายพีระพันธุ์ ลงพื้นที่ตลาดสดกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า โดยนำเสนอนโยบายพรรคเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนที่มาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจ ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ทักทายกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และแนะนำนโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุและผู้พิการเป็น 1,500 บาท เพื่อสร้างสวัสดิการที่มั่นคงและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ของพ่อค้าแม่ค้า คือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่ใช้ขนส่งสินค้าจากระยะทางไกล รวมถึงปัญหาจำนวนลูกค้าที่ลดน้อยลงในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ยังได้สะท้อนปัญหาเรื่องการค้าขายบริเวณชายแดนที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้การทำมาหากินเป็นไปอย่างลำบาก โดยฝากความหวังให้นายพีระพันธุ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ช่วยผลักดันการแก้ปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนให้ยุติลง เพื่อให้การค้าขายกลับมาคึกคักเป็นปกติอีกครั้ง.