วันที่ 19 มกราคม 2569 มีรายงานชาวบ้านพบ แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (Himalayan Griffon Vulture) จำนวน 1 ตัว อพยพบินต่อไม่ไหวเกาะอยู่ที่ต้นสักก่อนจะตกลงมาที่พื้น หน้าบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ที่ 14 ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก
“นกแร้งหิมาลัย” บินอพยพไม่ไหว หมดแรงร่วงตัวที่ 3 ของปีนี้

โดยนายบุญเหลือ ฟั้นเฝือ อายุ 58 ปี เจ้าของบ้าน ผู้พบ นกแร้งหิมาลัย บอกว่า เห็นนกตัวดังกล่าวบินกางปีกกว้างตัวใหญ่มาก เกิดมา 58 ปี เพิ่งเคยเจอนกตัวใหญ่ขนาดนี้ กระพือปีกเสียงดัง วู่ๆๆ มีนกกาบินไล่ตาม ก่อนจะถลาลงมาเกาะที่ต้นสักหลังบ้าน เกาะนิ่งๆอยู่นาน ด้วยความสงสัยจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆก็พบว่าเป็นนกแร้ง
ในเวลาต่อมา นกแร้งตัวดังกล่าวได้พลัดตกจากต้นสักมานอนกองอยู่ที่พื้นดิน นิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะค่อยๆ ยืนขึ้น ตนเองจึงคอยกันห้ามสุนัขไม่ให้ทำร้ายนกแร้ง ก่อนจะประสานงานกับ นายนพรัตน์ มานัต สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวังเจ้า หรือ สท.โอ จิตอาสาชื่อดังในพื้นที่ให้เข้ามาดู ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญ

ทราบว่า เป็นนกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทย ที่มีสถานภาพใกล้ถูกคุกคามต่อการสูญพันธุ์ (near-threatened) ซึ่งเป็นชนิดที่หาได้ยาก ทั้งโลกมีประชากรเหลือประมาณ 66,000 ตัว คาดว่านกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ตัวนี้ ซึ่งสภาพเป็นนกเด็ก ได้อพยพหนีหนาว มาจากทางตะวันตกของประเทศจีนหรือจากทางที่ราบสูงทิเบต บินผ่านประเทศไทยไปทางหมู่เกาะในอินโดนีเซีย ซึ่งอาจจะเป็นการบินอพยพเป็นครั้งแรกในชีวิต ทำให้เหนื่อยล้าหมดแรงระหว่างทางและร่วงลงมาดังกล่าว
ต่อมา สท.โอ หรือ นายนพรัตน์ มานัต จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมมอบหมายให้ นายกมลเทพ อุ่นเมือง นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลวังเจ้า นำทีมงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกัน นำอุปกรณ์มาช่วยจับนกแร้ง ส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 ตาก ต.ป่ามะม่วง อ.เมือง จ.ตาก เพื่อทำการช่วยเหลือฟื้นฟูต่อไป
ณ ปัจจุบัน พบรายงานนกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ร่วงตัวนี้เป็นตัวที่ 3 ของปีนี้ อย่างน้อย 2 ตัว โดย ตัวที่ 1 (จ.ลพบุรี) : เป็นแร้งวัยเด็กที่พลัดหลงในพื้นที่ ต.ห้วยหิน อ.ชัยบาดาล เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เข้าเฝ้าระวังและให้อาหารฟื้นฟูจนมันสามารถบินกลับสู่ธรรมชาติได้เองเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 68
ตัวที่ 2 (จ.สตูล) : มีรายงานการพบแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยวัยเด็ก ร่อนตกในพื้นที่จังหวัดสตูล (ข้อมูลรายงานช่วงต้นเดือนมกราคม 2569) ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำส่งไปรักษาและฟื้นฟูที่ หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน)
ทั้งนี้ จากข้อมูลทราบว่า ในฤดูหนาวทุกปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมีนาคม จะพบ แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (บางปี พบแร้งดำหิมาลัย ด้วย) บินเข้า-ผ่านประเทศไทย 10-30 ตัว แร้งอาจร่อนตามลมหนาว เข้าภูมิภาคอาเซียนในประเทศเมียนมาร์ ไทย กัมพูชา ลงไปถึงประเทศสิงคโปร์ บางตัวหมดแรงร่วงในประเทศมาเลเซียและเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

แร้งหิมาลัยพวกนี้จะร่อนมากับลมหนาว ลงใต้มาเรื่อยๆ ตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี (ส่วนน้อย บินไปทางอีสานและมักจะพบในภาคตะวันออก) ถ้าแร้งไม่พบซากสัตว์ (ซึ่งในปัจจุบัน ซากปศุสัตว์ โคกระบือแทบไม่มีทิ้งให้เน่าสลายเองตามธรรมชาติ) และลมหนาวอ่อนลง เมื่อไม่มีลมหนาวหนุนปีก แร้งจะหมดแรง กระพือปีกบินเองได้ยาก เพราะขาดอาหาร และน้ำหนักตัวที่หนักระหว่าง 6-12 กิโลกรัม ร่วงตกพื้น กลายเป็นแร้งร่วงในภาคใต้ เพราะลมหนาวมักจะหมดแรงในภาคใต้ เนื่องจากปะทะกับความชื้นของลมมรสุมในช่วงเวลาเดียวกัน
เนื่องจากแร้ง เป็นสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เมื่อพบเจอแจ้งทางสายด่วน โทร 1362 เจ้าหน้าที่จะทำการช่วยเหลือแร้งฯที่บาดเจ็บ พลัดหลง หรือหมดแรง นำส่งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ในพื้นที่ใกล้กับจุดร่วง เพื่ออนุบาล บางตัวที่ต้องรับการรักษาจากสภาพบาดเจ็บหรือรับการผ่าตัด นำส่งหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อรักษาฟื้นฟูสุขภาพ ฝึกบินแล้วนำไปปล่อยคืนธรรมชาติ ในช่วงฤดูอพยพผ่านขึ้นเหนือ ในเดือนเมษายน ณ เส้นทางอพยพของแร้งหิมาลัยในภาคตะวันตกและภาคเหนือ เช่น อช. แม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร อช. ผ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป
นกแร้งหิมาลัย ในส่วนของการอนุรักษ์และผลการติดตามแร้งหิมาลัยที่ปล่อยคืนธรรมชาติ ด้วยอุปกรณ์ดาวเทียม ตลอด 5 ปี ในปี 2564-2568 โดยหน่วยวิจัยนกนักล่าและเวชศาสตร์อนุรักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ศึกษาติดตามแร้ง 6 ตัว พบว่าสามารถเดินทางไกลกลับไปถิ่นกำเนิด ในมณฑลเสฉวน กานซู ยูนนาน ประเทศจีน เขตปกครองตนเองทิเบตได้ โดยแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยบางตัว สลับเปลี่ยนพื้นที่อาศัยในฤดูร้อนทางเหนือ (boreal summer) ระหว่างประเทศมองโกเลียและจีน